สภาเทคนิคการแพทย์
The medical technology council

สภาเทคนิคการแพทย์สัญจรพบผู้ประกอบวิชาชีพภาคเหนือ นายกสภาฯ เผยความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ชูบทบาทเทคนิคการแพทย์

Admin |  2018-01-29 11:17:56 |  2009 |  0 |  0 

นายกสภาฯ เผยความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ชูบทบาทเทคนิคการแพทย์

เชียงใหม่2.jpg

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 รศ.ยุพา เอื้อวิจิตรอรุณ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ ได้กล่าวในการประชุมโครงการสภาเทคนิคการสัญจรพบผู้ประกอบวิชาชีพ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ถึงเรื่องความร่วมมือของสภาเทคนิคการแพทย์กับองค์กรภายนอกว่า ในรอบระยะเวลา 9 เดือนของสภาฯ ชุดนี้ ได้มีความร่วมมือกับองค์กรภายนอกในระดับชาติ 5 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วยการลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อไวรัสเอดส์รายใหม่, การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่, การป้องกันควบคุมโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส, การกวาดล้างไข้มาลาเรียแห่งชาติ และการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ซึ่งได้เน้นการมีส่วนร่วมของนักเทคนิคการแพทย์ในเรื่องสำคัญเหล่านี้

เชียงใหม่.jpg

นายกสภาฯ กล่าวว่า การลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อไวรัสเอดส์รายใหม่ เป็นโครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ Reach-Recruit-Test-Treat-Retain; RRTTR รอบ New Funding Model ; NFM ในช่วง Non Costed Extension ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนโลก สภาวิชาชีพด้านสุขภาพ มีความเห็นร่วมกันว่า ให้เทคนิคการแพทย์เป็นผู้ตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งแต่เดิมกำหนดให้พยาบาลวิชาชีพ เป็นผู้ให้บริการตรวจคัดกรองการติดเชื้อดังกล่าว โดยประเทศไทย จะต้องลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ น้อยกว่า 1,000 ราย ในปี 2030 และ จำนวน  2,000 ราย ในปี 2020

สำหรับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ นายกสภาฯ ได้ประสานงานกับหัวหน้าโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ สถาบันมะเร็ง ให้นักเทคนิคการแพทย์ ในโรงพยาบาลของรัฐทุกระดับ มีส่วนร่วมในโครงการ โดยทำหน้าที่ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ ด้วย FIT test (Fecal Immunochemical test)  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาและป้องกันภาวะเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มประชากรทั่วไปที่มีอายุ 50-70 ปี และกลุ่มเสี่ยงสูงทั่วประเทศ ตั้งแต่ ปี 2561 เป็นต้นไปโดยโครงการนำร่อง ปี 2561 มีเป้าหมาย จำนวน 1,278,000 ราย

นายกสภาฯ กล่าวต่อถึงการป้องกันควบคุมโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ว่าองค์การสหประชาชาติกําหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กำหนดให้ทุกประเทศร่วมกันยุติการแพร่กระจายของเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย และร่วมกันต่อสู้กับโรคไวรัสตับอักเสบ โรคติดต่อทางน้ำ และโรคติดต่ออื่นๆ ให้สำเร็จภายในปี 2573 (คศ.2030)  ซึ่งห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ จะต้องมีบทบาทในการตรวจกรองหาการติดเชื้อ Hepatitis B virus ในหญิงฝากครรภ์ทุกราย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการป้องกันการติดเชื้อ HBV จากแม่สู่ลูก (Feto-Maternal transmission)

ในส่วนของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C Virus: HCV) เพื่อให้กำจัดโรคตับอักเสบ ซี ตามเป้าหมายในปี 2030 โดยจะต้องลด อุบัติการณ์การติดเชื้อ ลง 90% และลดอัตราการเสียชีวิตจาก HCV ลง 65% ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันพัฒนาแผนดำเนินการ และบรรจุแผนดังกล่าวใน Service plan

ทั้งนี้นายกสภาเทคนิคการแพทย์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการด้านการป้องกันควบคุมโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ได้รับมาดำเนินการสำรวจข้อมูลสถานภาพปัจจุบันของการตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HBV (HBsAg / HBeAg ) และ HCV (anti-HCV) ทั้งด้านศักยภาพ และ เทคนิคการทดสอบของโรงพยาบาทุกระดับ เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจและพัฒนาศักยภาพ/คุณภาพ  ซึ่งอาจดำเนินการในระบบเครือข่ายห้องปฏิบัติการต่อไป

นายกสภาฯ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การกวาดล้างไข้มาลาเรียแห่งชาติ Thailand will be malaria free by  2024 (พ.ศ. 2568) ว่าได้ร่วมหารือกับคณะผู้ประเมินการตรวจวินิจฉัยโรคไข้มาลาเรีย (Malaria Diagnostic Assessment) ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์การอนามัยโลก และผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายไทย เมื่อเดือน กรกฎาคม 2560 และร่วมประชุมสรุปผลการประเมินการตรวจวินิจฉัยโรคไข้มาลาเรีย กับสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่า งานเทคนิคการแพทย์/พยาธิคลินิก ในโรงพยาบาลต่างๆ  มีความเหมาะสมทั้ง เครื่องมือ และบุคลากร ที่จะรับการถ่ายโอน หน้าที่การตรวจวินิจฉัยโรคไข้มาลาเรีย ทั้งนี้  นายกสภา ได้ขอรับการฝึกอบรมให้แก่นักเทคนิคการแพทย์ และอาจารย์ในสถาบัน เพื่อพัฒนาศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในการตรวจหาเชื้อมาลาเรียด้วย  Microscopic technique ซึ่งเป็นเทคนิคมาตรฐาน ตลอดจนการตรวจระดับโมเลกุล และพร้อมที่จะดำเนินการควบคุมคุณภาพในรูปแบบเครือข่าย ด้วยการจัดตั้ง Reference Laboratory   ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก 

นอกจากนี้ นายกสภาฯ ยังได้กล่าวถึงการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ด้วยว่า สภาเทคนิคการแพทย์ ร่วมกับ 25 องค์กร ได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย โดยวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มีส่วนร่วมสำคัญ ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่1 คือ การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพ เพื่อตรวจสอบจับเชื้อดื้อยาและป้องกันการระบาดในคน (Antimicroial Resistance Surveilance) และ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลและควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ สภาเทคนิคการแพทย์ ได้ตอบสนองต่อนโยบายการแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ด้วยการพัฒนาศักยภาพของนักเทคนิคการแพทย์ด้านจุลชีววิทยา ให้มีความรู้ความสามารถทั้งด้านการตรวจวินิจฉัยเชื้อจุลชีพดื้อยา การวิเคราะห์ข้อมูล และการวิจัย เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในคน โดยร่วมมือกับ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดหลักสูตร “เทคนิคการแพทย์เฉพาะทาง16 หน่วยกิต สาขาจุลชีววิทยาคลินิก แขนงวิชาวิชาแบคทีเรียดื้อยา” ในปีการศึกษา 2560 โดยมีนักเทคนิคการแพทย์จากโรงพยาบาลต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ารับการฝึกอบรมรุ่นแรกจำนวน 40 คน ระยะเวลาอบรม ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในส่วนของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ต่อไป

เชียงใหม่3.jpg

ภาพประกอบ: บรรยากาศการประชุม 29 มกราคม พ.ศ.2561