สภาเทคนิคการแพทย์
The medical technology council

เตือนดังๆ จาก "คุณสุชาดา สวัสดิ์เอื้อ" เทคนิคการแพทย์ สถาบันสเตท เซรุ่ม ประเทศเดนมาร์ก

Admin |  2018-09-22 11:32:07 |  1682 |  0 |  0 

สุชาดา สวัสดิ์เอื้อ1.jpg

วัณโรค 2018 ระเบิดเวลาที่รอปะทุ สุชาดา สวัสดิ์เอื้อ เทคนิคการแพทย์วิจัยในห้องปฏิบัติการ คลาส 3 สถาบันสเตท เซรุ่ม ประเทศเดนมาร์ก ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คอลัมน์เสาร์ประชาชื่น "แค่ตะโกนใส่กันก็แพร่กระจายเชื้อให้กันได้แล้ว" ไม่ได้มีแค่ในภาพยนตร์อีกต่อไป

สุชาดา สวัสดิ์เอื้อ3.jpg

แต่การกลับมาระบาดครั้งใหม่ของ "วัณโรค" ที่ใครๆแทบจะลืมไปแล้ว กลับมาพร้อมกับความรุนแรงสาหัสนัก เป็นเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้มากเป็นอันดับ1 แล้วในปัจจุบัน! คุณสุชาดา สวัสดิ์เอื้อ นักเทคนิคการแพทย์วิจัยใน Laboratory safety class III, Statens Serum Institute ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สถาบันวิจัยเชื้อก่อโรคตัวจิ๋ว ตั้งแต่ไวรัส แบคทีเรีย มัยโครแบคทีเรีย มัยโครพลาสมา สาเหตุการติดเชื้อที่กำลังเป็นที่หวาดวิตก สำหรับ "สถาบันสเตท เซรุ่ม" มีห้องปฏิบัติการ (class III) ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกว่าเป็น 1 ใน 5 ของโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทำงานกับเชื้อ Positive ที่อันตรายที่สุดแต่ไม่เป็นอันตรายต่อนักวิจัย มีระบบกรองอากาศ 3 ชั้น ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ขณะเดียวกันก็แน่ใจว่าผลการวิจัยเทียงตรงไม่ปนเปื้อนเชื้ออื่น

สถาบัน.JPG

ที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Statens_Serum_Institut

"คุณสุชาดา" คนไทยเพียงคนเดียวในทีมตรวจวิจัยเชื้อโรคระดับพระกาฬทุกชนิดหาเซรุ่มเพื่อการรักษาโรคอย่างสัมฤทธิ์ผลที่สุด ได้ให้สัมภาษณ์กับทางมติชนรายวัน เรื่อง การกลับมาของวัณโรค ที่คุณสุชาดาย้ำว่า "น่ากลัวมากที่สุด" เพราะแทบจะหยุดไม่อยู่แล้ว! ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัณโรคทวีความน่ากลัวมากยิ่งขึ้นคือ "ภาวะดื้อยา" ที่ซ่อนอยู่ในร่างกายเรา อันเนื่องมาจากการใช้ "ยาปฏิชีวนะ" อย่างพร่่ำเพรื่อและทานไม่ครบโดส ทำให้โรคที่เป็นไม่เพียงแต่ไม่หาย แต่เชื้อนั้นยังสร้างเกราะป้องกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ต้องเพิ่มยามากขึ้น หรือเปลี่ยนยาขนานใหม่ที่แรงกว่าเดิม 

รวมทั้งพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นการเปิบมือ ปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วร่วมถ้วย ไปจนถึงการแสดงความรักด้วยการดื่มน้ำร่วมขัน อมลูกอมร่วมเม็ด ล้วนเป็นสาเหตุให้การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นเร็วและแรงขึ้น องค์กรอนามัยโลกจัดให้ประเทศไไทยติด 1 ใน 14 ประเทศที่พบผู้ป่วยวัณโรคสูง โดยพบ 1.2 แสนคน/ปี มีผู้เข้าถึงการรักษาเพียงร้อยละ 60 และเสียชีวิตถึงปีละ 12,000 ราย ทั้งวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีสูง และวัณโรคดื้อยารุนแรงปีละ 4,500 ราย

คุณสุชาดา ยังได้อธิบายถึงความรุนแรงของเชื้อ Tuberculosis: TB หรือวัณโรคอย่างชัดเจน และเข้าใจง่ายๆว่า ที่เดนมาร์กเชื้อ TB สงบนิ่งมานานจนดูเหมือนไม่มี TB แล้ว แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ที่สถาบันจะได้เรับชื้อจากในประเทศและต่างประเทศ หรือทั่วโลกก็ว่าได้ มาทำวิจัยที่นี่ เราพบว่ายังคงมีผู้เสียชีวิตอยู่ทุกวัน แลที่คิดว่าสาเหตุมาจากเอดส์หรือเป็นโรคนั้นโรคนี้ จริงๆเป็นเพราะ TB

TB Diag.jpg 

ผู้ที่เป็นเอชไอวีแล้วเป็น TB อาจรักษา TB หาย แต่ไม่หายจากเอชไอวี ต้องอุดรูรั่วของร่างกายต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นหวัด เป็นซาร์ส ฯลฯ แม้ว่า TB จะมียาที่เข้าไปแล้วฆ่ามันได้ แต่ที่ฆ่าไม่สำเร็จเพราะคนไข้ฆ่าตัวเอง คือการไม่มีวินัย กินยาไม่ครบโดส ทำให้ TB สร้างเกราะคุ้มกันตัวเองขึ้นมา หลายๆครั้งเข้า กลายเป็น "เชื้อดื้อยา"

คุณสุชาดา ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า คนเป็นโรคเอดส์ ถ้ารักษาดีๆ จะยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ยาที่ใช้รักษาแพงมาก มากกว่า 1 ล้านโครนต่อคน แต่ถ้าไม่เป็นเอดส์ เขายังมีภูมิต้านทานโรคอยู่ ซึ่งหมายถึง "วัคซีน BCG" ที่สำคัญมาก คุณสุชาดาเล่าประสบการณ์ที่ประสบมากับตนเองว่า ระหว่างทำวิจัยในห้อง lab กับเชื้อ Positive ที่แรงๆ ทั้งหลาย ปรากฏว่าเพื่อทำ "เชื้อ" ในหลอดทดลองตกพื้น ซึ่งเป็นเชื้อที่รุนแรงมาก ทุกคนต้องออกจากพื้นที่ทันที อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งหมด และปิดตายห้อง lab ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ หลังจากที่ทุกคนเข้ารับการตรวจร่างกาย จากที่เกรงว่าจะติดเอดส์ เพราะทำงานกับไซริงจ์และเลือด กลายเป็นว่าเพื่อนๆ ติดเชื้อ TB กันหมด ยกเว้นคุณสุชาดา และเป็นคนเดียวที่เคยฉีดวัคซีน BCG ปัจจุบันสถาบันแห่งนี้จึงออกกฎให้ทุกคนต้องฉีดวัคซีน BCG

สุชาดา.jpg

มิวเซียมเชื้อโรค เก็บเชื้อผู้ป่วยที่อุณหภูมิ -80 องศาเซลเซียส

ต่อข้อคำถามที่ว่า ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยหรือไม่ คุณสุชาดากล่าวว่า TB เราปลูกเชื้อในอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ฉะนั้นในประเทศที่มีอุณหภูมิสูง TB เจริญได้ดีแน่นอน หลังจากประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ อย่างรัสเซีย หรือกลุ่มยุโรปตะวันออก เปิดประเทศ มีคนไข้ TB ชนิดดื้อยาแรงๆ เพราะไม่ได้รับการรักษาเป็นจำนวนมาก เป็นพาหะแพร่เชื้ออย่างมีนัยสำคัญ เราพบว่าคนที่เคยเป็น TB เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้มีเชื้อตัวนั้นตัวนี้ด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเอดส์ นั้น เพราะภาวะ "ดื้อยา" ซึ่งนอกจากอุณหภูมิ ความชื้นก็ทำให้โรคเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน

คุณสุชาดา ได้แนะนำการดูแลตนเองในเบื้อต้นเพื่อลดความเสี่ยงด้วยการ 1.นอนให้มาก 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่ได้ถึง 8 ชั่วโมง ให้ค่อยๆเก็บสะสม ทุกครั้งที่หลับจะเหมือนชาร์จแบตให้ร่างกายเรา ซึ่งวิธีที่ทำให้ร่างกายเหมือนได้หลับลึกโดยใช้เวลาไม่นานและได้พลังมากที่สุด คือการเข้าสมาธิ 2.ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะ "น้ำอุ่น" จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และที่บอกกันว่าก่อนนอนอยู่ดื่มน้ำ จริงๆแล้วการดื่มน้ำก่อนนอนเป็นสิ่งดี เพราะช่วยลดดาร "ดีไฮเดรต" (Dehydrate) และเมื่อตื่นนอนแล้วให้ดื่มน้ำอีก การดื่มน้ำเป็รสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพอากาศทุกวันนี้ที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก น้ำช่วยได้มาก ควรมีน้ำติดตัวและจิ๊บบ่อยครั้ง อย่างให้ร่างกายขาดน้ำ และ3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

hqdefault.jpg

ภาพประกอบจาก: https://www.youtube.com/watch?v=grgboCND62g

สุดท้าย คุณสุชาดา ให้ความคิดเห็นเรื่อง ประเทศที่มีห้องปฏิบัตการระดับ 3 ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษา แต่ก็มีปัจจัยอื่นด้วย อย่างที่เดนมาร์กมีแล็บ 3 มีประชากรแค่ 6 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยมีห้องแล็บจำนวนไม่มาก แต่มีประชากร 60 กว่าล้านคน นี่คือความไม่สมดุลของการรักษา คือต้องคำนึงถึงจำนวนบุคลากรเพียงพอหรือไม่ ห้อง lab พอมั๊ย และยาที่มีราคาแพงมาก อัตราการเสียชีวิตของเอเชียจึงมีมากจนล้น ขณะเดียวกัน ไทยรวมทั้งประเทศไทยในเอเชียอื่นๆ ใช้ยาปฏิชีวนะกันมานานมาก ซึ่งเป็นอีกโรคหนึ่งที่ทำให้เกิดความยากลำบากของการรักษามากขึ้น น่ากลัวมาก จนหมอจะสู้ไม่ไหว

ข้อมูลข่าวจาก: https://www.matichon.co.th/prachachuen/interview/news_1142553